จุดเริ่มต้นของคนที่ชื่อว่าอาคาเนะ

แปลจาก: http://ameblo.jp/did-akane/entry-11935329042.html

เนื่องจากอ่านอันแปลไทยที่อาคาเน็นอัพแล้วเงิบเบาๆ
ประกอบกับว่าง นั่งรอเอกสารอยู่ว่างมากก ลองซักตั้งวะ ถถถ
ส่งไปให้ฮีแล้วฮีไม่อัพ ฉันอัพเองก็ได้แจ้ ถถถถ
**special thanks to Mukku ที่ช่วยเช็คและแก้ให้ ขอบคุณมากๆ

จุดเริ่มต้นของคนที่ชื่อว่าอาคาเนะ

จริงๆแล้วผมเคยชอบตัวตนของตัวเอง
แต่ว่าพอรู้ตัวอีกทีผมก็เกลียดตัวเองไปซะแล้ว
พอตระหนักได้ถึงตัวเองที่กลายเป็นแบบนั้นไป
ในที่สุดผมก็นึกได้ถึงตอนที่ชอบตัวตนของตัวเองอีกครั้ง
ตอนนั้นมันก็นานมาแล้ว
เป็นตอนที่ยังเด็กมากๆ
ตอนที่ยังเชื่อมั่นในทุกสิ่งและคิดว่างทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่คิด
ในตอนที่ผมชอบแอบเปิล
นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมจำได้
มันไม่มีเหตุผลอะไรหรอก
ก็แค่ชอบมาตั้งแต่ตอนแรก
แต่ว่า
ผมได้รู้ว่ามีหลายเรื่องที่ไม่เป็นไปอย่างราบรื่น
ผมได้รู้จักการร้องไห้
ผมได้เรียนรู้ว่าถึงจะร้องไห้ไปก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
ในทางกลับกันผมได้สูญเสียความเชื่อมั่นไป
พอรู้ตัวอีกทีผมก็ได้รู้ว่าคนเราสามารถกลั้นน้ำตาได้ตามที่ตนตั้งใจ
แต่ถึงอย่างนั้นเวลาที่อดทนไม่ไหวหยดน้ำมันก็เอ่อขึ้นมาที่ดวงตา
แล้ววันหนึ่งผมก็รู้ว่าสิ่งนั้นมันเรียกว่าน้ำตา
ในตอนที่ผมได้รู้ชื่อของมัน
พอรู้ตัวผมก็สามารถบอกที่มาของน้ำตาได้
ผมได้ตระหนักว่าถึงแม้จะบอกความรู้สึกที่แท้จริงไปแต่บางทีก็ยังโดนปฏิเสธอยู่
ทั้งๆที่คิดว่าทุกอย่างมันจะเป็นไปอย่างราบรื่น
ทั้งๆที่สามารถบอกความรู้สึกของตัวเองได้แล้วแท้ๆ
ผมได้รู้ว่ายิ่งทำแบบนั้นได้ดีแค่ไหนก็ตามยังไงก็โดนปฏิเสธเสียมากกว่า
ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมรับรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเอง
ได้รู้สึกถึงความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกและน้ำตามันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
และค่อยๆเริ่มสงสัยในตัวเอง
นี่คือการโดนปฏิเสธอีกแล้วงั้นเหรอ
ในตอนนั้นผมได้รู้จักความเศร้า
ผมเรียนรู้ว่าถ้าเศร้าแล้วจะเจ็บที่หน้าอก
ใช่
เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าหัวใจอยู่ตรงไหน
แต่ยังไม่เข้าใจความหมายของหัวใจหรอก
ผมตระหนักว่ายิ่งพ่ายแพ้เท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเกลียดตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
พอรู้ตัวอีกที
ตัวตนที่ผมชอบนั้น
ก็ถูกตัวตนที่ผมเกลียดเอาชนะจนได้
ในตอนนั้นผมไม่สามารถยกโทษให้กับตัวตนที่ผมเกลียดได้
ผมสูญเสียจุดมุ่งหมายของการมีชีวิตอยู่ไป
ผมเลยคร่ำครวญหาความตาย
ในตอนนั้นผมโหยหาความตาย
และในขณะเดียวกันก็ได้รู้จักกับความสิ้นหวัง
เป็นตอนที่ผมเริ่มจะหาวิธีที่จะนำผมไปสู่ความตาย
ผมพยายามจะตามหา ตามหา และตามหาวิธีต่างๆเท่าที่ผมจะนึกได้
แล้ววันหนึ่งจู่ๆก็มีกำแพงปรากฏขึ้นมา
ขาวและดำ
มันไม่มีสีใดๆ
แต่ที่แน่ๆมันมีประตูอยู่ และผมก็เปิดมันออก
พอเปิดออกก็มีเจ้านั่นอยู่
มันท่าทางเอาเรื่องมากทีเดียว
เพราะงั้นทางนี้ก็เลยต้องก้าวร้าวกลับ
และผมได้สู้
พอรู้ตัวอีกทีการต่อสู่นั้นก็จบลง ในตอนนั้นประตูก็ปิดลงและกำแพงก็ไกลออกไป
ด้วยความเร็วมาก
พอรู้ตัวอีกทีทัศนวิสัยก็ชัดเจนขึ้น
และน้ำตาก็ไหลริน
ความเจ็บใจจากการพ่ายแพ้
ที่เหนือไปกว่านั้น
ผมได้รู้ว่าหากคุณก้าวร้าวใส่ใคร เขาก็จะตอบกลับด้วยความก้าวร้าว
ตอนนั้นผมจึงได้รู้จักกับความอ่อนโยน
ในตอนนั้น
ค่าสาปที่เรียกว่าความอึดอัดใจได้คลายไปเป็นครั้งแรก
และที่นั่นก็มีความจริงอยู่
ผมเพิ่งรู้ว่าประตูนั่นเป็นประตูที่นำไปสู่ความจริง
และตอนนั้นความอยากตายก็หายไป
ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมสงสัยในตัวตนที่ผมเกลียด
แต่จริงๆความรู้สึกนั่นได้หายไปแล้ว
เหมือนว่าผมจะชอบตัวผมที่เคยเกลียดได้แล้วล่ะ
ในตอนนั้นน้ำตาที่ผมลืมไปแล้วก็ไหลออกมา
ผมจำตัวเองที่เคยร้องไห้ได้
และนึกได้ว่าผมเกลียดตัวเองที่ร้องไห้ไม่ได้
ตอนนี้ผมชอบตัวเองที่ร้องไห้ได้แล้วล่ะ
ที่สำคัญที่สุดผมค่อยๆกลับมาเชื่อมั่นในตัวตนที่ผมเคยสงสัย
ในตอนนั้นผมรู้ว่ามันไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเกลียดตัวเองแล้วล่ะ
เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าตัวเองมีค่า
สิ่งที่ผมตามหามาตลอด
คือคุณค่าของการมีอยู่ของตัวเอง
และคนที่สอนให้ผมรู้จักถึงคุณค่านั่น
คือคนที่ผมเคยสาบานมาก่อนว่าจะไม่เชื่อเลย
คนที่ผมไม่รู้จักมากมายได้สอนผมรู้จักมัน
ผมนึกได้ถึงความสุขในจิตใจ
ในตอนนั้นน้ำตาก็หลั่งไหลเพราะความสุข
และก็เป็นครั้งแรกที่น้ำตาไม่ได้ไหลเพราะความเสียใจหรือความโศกเศร้า
ผมได้รู้เป็นครั้งแรกว่าว่าคนเราสามารถร้องไห้เพราะมีความสุขได้
ผมอยากจะเชื่อมั่นในตัวเอง
ถ้าเชื่อมั่นในตัวเองได้ละก็อยากจะลองเชื่อมั่นในคนอื่นดู
ผมได้คิดแบบนั้น
เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักความเชื่อมั่นที่มาจากใจจริงๆ
ผมรู้สึกได้ถึงความสุขของการมีชีวิตอยู่
ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกอยากจะมีชีวิตอยู่
พอคิดแบบนั้นก็รู้สึกกลัวความตายขึ้นมาทันที
ถ้าคนที่เชื่อมั่นในตัวเราตายไปผมคงจะเสียใจ
ถ้าเป็นคนที่เชื่อมั่นในกันและกันเกิดผมตายไปผมคิดว่าเขาคงจะเสียใจเช่นกัน
เป็นครั้งแรกที่คิดได้แบบนั้น
เพราะผมสามารถที่จะไว้ใจในตัวคนอื่นได้เช่นกัน
และคนอื่นก็เชื่อมั่นในตัวผมที่เป็นแบบนั้นเช่นกัน
ผมรู้สึกถึงความสำคัญของคุณค่าของการมีอยู่ของตัวเอง
พอคิดได้แบบนั้นผมแทบจะไม่ต้องใช้เวลาเลยที่จะตระหนักถึงความสำคัญของโชคชะตา
ตัวผมที่เชื่อมั่นในตัวเองคิดแบบนั้นเลยไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาเคลือบแคลงใจอีก
และในพริบตาผมได้เห็นโลกทั้งใบเปลี่ยนไป
แม้ตัวผมจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแต่ผมรู้สึกได้ว่าโลกมันค่อยๆเปลี่ยนไป
ในตอนนั้นผมก็ได้รู้จักกับสิงที่เรียกว่าโชคชะตา
และได้ยอมรับมัน
เพราะตัวตนที่ผมเชื่อมั่น เชื่อในสิ่งนั้นได้
ผมเลยสามารถเชื่อมั่นในตัวเองได้
สิ่งที่เปลี่ยนไป
ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นผมเอง
น่าแปลกใจที่ถ้าเราเปลี่ยนความคิดแล้วเราจะเห็นโลกทั้งใบเปลี่ยนไปได้หรอ
เพราะความเป็นไปได้ที่เรียกว่าความหวังมันเปี่ยมล้นหรอถึงให้เห็นโลกเปลี่ยนไปจนน่าตกใจขนาดนั้น
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตัวผมเอง
โลกมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังมาตั้งแต่แรกแล้ว
ผมได้รู้
ผมได้ยอมรับมัน
และผมได้ยอมรับตัวเองที่คิดแบบนั้น
จู่ๆวันหนึ่งโลกอันสิ้นหลังก็เปลี่ยนไปเป็นความหวัง
ในตอนแรกมันก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
แม้กระทั่งทัศนียภาพในตอนที่ผมสงสัยและทุกอย่างสิ้นหวังก็เปลี่ยนไป
ผมจำตอนนั้นได้
ตัวผมในตอนที่สิ้นหวัง
คนที่สิ้นหวังก็ทำได้เพียงส่งต่อความสิ้นหวัง
ตัวผมที่กำลังสิ้นหวังพยายามจะให้คนอื่นรับรู้ถึงความสิ้นหวังของตัวเอง
ผมไม่อยากจะกลับไปเป็นตัวเองในตอนนั้นอีกแล้ว
ดีใจที่เปลี่ยนตัวเองได้ ผมชอบตัวผมเองมากขึ้นอีกเรื่องแล้วล่ะ
ถ้าค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ซักอย่างก็ง่ายแล้วล่ะที่จะอื่นๆที่ชอบอีก
พอรู้ตัวจิตใจของผมก็เปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง
ตอนนั้นแหละเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้
ว่าความสิ้นหวังก่อให้เกิดได้เพียงความสิ้นหวัง
สิ่งที่รออยู่ที่ปลายทางนั่นก็คือความตาย
ในตอนนั้นผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมคนเขาถึงพูดว่าความสิ้นหวังเป็นหนทางสู่ความตาย
ในทางกลับกัน
ความหวังมันสามารถไหลล้นได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ผมได้รู้ว่าความหวังอันเปี่ยมล้นนั่นสามารถกลายเป็นความหวังสำหรับคนอื่นได้
เพราะความหวังมีอยู่มากล้นผมเลยคิดว่าจะส่งต่อให้กับคนอื่นให้มากเท่าใดก็ได้
พอรู้ตัวอีกทีผมก็ได้มอบความหวังให้กับคนรอบตัว
ผมเคยคิดว่าผมไม่มีทางที่จะสื่อใจของผมถึงคนอื่นได้
แต่ว่าตอนนี้ผมมั่นใจว่าบนโลกที่อยู่ตรงหน้าผมผมสามารถถ่ายทอดความหวังของผมให้กับคนอื่นได้
และในตอนนั้นผมได้รู้จักกับการส่งต่อความรู้สึก
ในที่สุดก็จำตอนนั้นได้
ตอนที่ยังเด็ก ตอนที่ยังเชื่อมั่นในตัวเอง ตอนที่เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่น ผมชอบตัวเองในตอนนั้นมากที่หัวเราะและร้องไห้ได้อย่างใสซื่อ
แต่พอรู้ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดก็เริ่มที่จะเคลือบแคลงคนอื่น
ผมนึกถึงตอนที่ตัวตนของผมก่อกำเนิดขึ้น
พอรู้ตัวอีกทีผมก็เคลือบแคลงใจแม้กระทั่งในอัตตาของตัวเอง
และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผมเกลียดตัวเอง

========================================

ช่วงกำลังเห่อบล็อกใหม่ก็งี้แหละนะ
เข้าใจเข้าด้วย ถถถถ

may♪

Advertisements

LIPHLICH

เหมือนเดิมค่ะไม่ได้แปลหมดเลือก(บางส่วนที่่ตัวเองสนใจ)มา
แปลผิดก็ขออภัยมือใหม่กำลังเรียน แก้ให้ด้วยจะขอบคุณมากค่ะ 😀

source: http://ure.pia.co.jp/articles/-/14129?page=2

คร่าวๆก่อนคือฟอร์มมานานอยู่มานานพอควรแต่อินดี้จนมาเข้า
marder suitcase ก็เริ่มจะโปรโมทจริงจังและวางขายซีดีตามร้านทั่วไป
เมมเบอร์ได้แก่
– Shingo Kuga (Vo.)
– Takayuki Arai (Gt.)
– Wataru Shindo (Ba.)
– Eiki Maruyama (Dr.)

  • ชื่อวงมีที่มาจากตัวละครในเรื่อง The Rocky Horror Pictures
    ที่ชื่อว่า Riff Raff พอดีว่าคุกะชอบเลยเรื่องนี้ เลยตกลงกันสองคน
    (กับวาตารุ?)ว่าจะใช้ชื่อนี้ แต่พอไลฟ์แรกดันไปแนะนำตัวบนเวที
    ว่าลิปลิชซะงั้นเลยได้ตกลงเอาชื่อนี้เลย ถถถถ
  • ตอนแรกไม่ได้กะจะเข้าวงการวิชวลเคย์เพราะดูๆไปคิดว่าวงการนี้
    ไม่ใช่แนวที่ชอบแต่ด้วยความที่แต่งหน้าเล่นดนตรีแล้วก็เล่นตาม
    ไลฟ์เฮ้าท์ของวงร็อคทั้งหลายเลยโดนมองว่าเป็นแบบนั้น
    ตอนนี้ก็เหมือนไม่ได้ชอบแต่ก็เลยตามเลย?
  • คอนเซปท์ของวงคือเป็นดนตรีที่มีแต่พวกเค้าทำออกมาได้
    พูดง่ายๆก็คือโคดจะมีเอกลักษณ์อ่ะแหละ อยากให้ฟังแว๊บเดียว
    ก็รู้ว่าอ๊ะ!นี่ลิปลิชนี่ไรงี้
  • คนแต่งเพลงคือคุกะ(ร้องนำ)
  • วงนี้เมมเบอร์แต่ละคนดูฟังเพลงหลากหลายแนวดี คุกะชอบSADS
    (โอเคนะจุดนี้เราคิดว่าฮีคงชอบคิโยฮารุมากจริงๆ ถถถ)
  • คุกะเจอวาตารุครั้งตอนไปนั่งดริ๊งค์คนเดียวในบาร์แล้วเห็นผมสะดุดตา
    ตั้งครึ่งปล่อยครึ่ง แบบวง90’sอ่ะ โยชิกิซังสมัยก่อนไรงี้เลยคิดว่า
    ต้องเล่นดนตรีแน่ๆ แต่จริงๆคือไม่ได้เล่น ไม่ได้อยากเล่น
    ไม่เคยคิดจะทำวง ถถถถ แต่วาตารุก็มาเริ่มเล่นหลังจากโดนชวน
    ทำวงดนตรี (วตร.ใช้ตำว่าโดนนู้บชวน…555)
  • เมื่อก่อนวาตารุชอบแฟชั่นแนวพังค์เลยทำผมตั้ง (ก็คงโมฮวอกแหละน้า)
    แล้วก็เริ่มขี้เกียจเลยเอาตั้งแค่ครึ่งเดียว ถถถถ
  • วาตารุใช้เบส 7 สายด้วยเหตุผลที่ว่าเพราะมันใหญ่ดี คือฮีชอบอะไรใหญ่ๆ
    ถถถถ คุกะก็แซวว่าสาย1ก็ไม่ใช้เอาไปทำไมตัวใหญ่ๆ ถถถ
  • คุกะซังอยากจะขึ้นบุโดกังโดยที่ไม่เข้าสายป๊อบ ทากะก็เข้าวงมาด้วย
    เหตุผลประมาณนี้คือคิดว่าวงนี้น่าจะขึ้นบุโดกังได้นะ
  • วาตารุไม่ตัดผมมา 5 ปีได้แล้วและไม่คิดจะตัด ฮีอยากจะให้ผมยาวถึงพื้น
    ด้วยอ่ะ (สถิติโลกเลยไหมมม)

มีอะไรจะสารภาพ ตอนแรกอ่านแล้วแปลผิดแปลว่าฮีอยากจะให้ผมร่วงอยู่ทุกที่(ที่ไป)
คือขอโทษข่าา กลายเป็นเพิ่มเลเวลความweirdให้ฮีเลยทีเดียว ถถถถ
แล้วคือเวลาฮีตอบคำถามแม่งมีการ ฮิๆๆต่อท้าย (จริงๆคือフフフ แต่แปลให้สมกับ
เป็นเฮนไตซังก็ฮิๆดีกว่าเนอะ ถถถ)
**พอดีมีชื่อเล่นเรียกฮีว่าเฮนไตซัง ถถถถ หนึ่งในความฝันของเราคือ
การได้ไปอินสโตร์แล้วถ่าย2-shotกอดขาฮี  (〃∇〃) คย๊าาาา

ตอนแรกกะจะเอา Lost Decadent มาแปะแต่ดันเจอเพลงนี้
งอแงงงงงงงงง จองSTUMPแบบLimited Editionไม่ทัน แงงง
เสียใจอุตส่าห์มีแผ่นขายหน้าไลฟ์หายากๆแต่ดันเสือกลืมจองแผ่นเน้orz

จริงๆเก๊าเมนอะกิโตะซังนะ (ออกไปแล้ว ถถถ)

may♪

AvelCain

โพสต์แรกเอาที่ลงทวิตเตอร์ไปดีกว่า
ไม่ได้แปลหมด แค่เลือก(บางส่วนที่่ตัวเองชอบ)มาแปล
แปลผิดก็ขออภัย แก้ให้ด้วยจะขอบคุณมากค่ะ 😀

  • ชื่อของวงมีที่มาจากไบเบิ้ล คืออดัมกับอีฟมีลูกชื่อคาอินกับอาเบล
    แล้วเหมือนใครๆก็ชมแต่คนน้อง คนพี่ก็เลยฆ่าน้องตายด้วยความอิจฉา
    ฆาตกรคนแรกของมนุษยชาติได้ถือกำเนิดขึ้น รวมทั้งความรู้สึก
    ที่เรียกว่า”ความอิจฉาด้วย) เลยเอาชื่อมาจากทั้งสองคนนั้น
  • เพลงของAvelCainให้ความสำคัญกับเรื่อง”ความอิจฉา”,
    “ความปรารถนา” แล้วก็ “ความเศร้าของมนุษย์” คิดว่าปลายทางของ
    ความอิจฉาและความปรารถนาท้ายที่สุดแล้วคือ “ความรัก”
    เพราะว่ารักเลยอิจฉา เลยปรารถนา คอนเซ็ปท์ของAvelCain
    ไม่อยากจะพูดถึงความรักอย่างตรงๆแต่อยากจะพูดถึงความอิจฉา
    ความปรารถนาที่เกิดจากความรัก คารุมะบอกว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่าง
    ก็ถูกเชื่อมโยงไปที่ความรักน่ะ เพราะฉะนั้นวงนี้ไม่ใช่วงที่เอาแต่กรีดข้อมือนะ
  • เซย์โกะซังเป็นสมาชิกคนที่ 4 ของวง ในไลฟ์ก็อยู่บนเวทีตลอด
    มักจะโผล่มาบ่อยๆตอนเล่นเพลง Hebi to Ubume (蛇と姑獲鳥)
    อุบุเมะเป็นวิญญาณของแม่ที่ให้กำเนิดลูกไม่ได้ ลูกคนนั้นก็คือเซย์โกะซังนั่นเอง
    ในเพลงให้อารมณ์ประมาณว่า “ขอโทษนะที่ทำให้เกิดมาไม่ได้” แฝงไว้อยู่
    เลยกอดเซย์โกะซังไปร้องเพลงไป
    **สนใจเรื่องอุบุเมะ เชิญอ่านเพิ่มเติ่มที่วิกิเลยค่ะ → here
    เซย์โกะซังเด็กอยู่เลย อยู่ป.4 แต่ชอบออกไปเดินเล่นกลางคืนคนเดียว
  • เพลงของAvelCainส่วนใหญ่ eveซัง(ex.Lycaon) เป็นคนแต่ง
    อิมเมจของเพลงก็ได้มาจากชื่อเพลงซะส่วนใหญ่ แต่งเพลงก่อนแล้ว
    ค่อยเขียนเนื้อทีหลัง
  • เพลง Shinigeshou (死化粧) เขียนถึงคุณยาย(หรือคุณย่า)ที่เสีย
    ระหว่างทัวร์คุณยายเสียที่ที่บ้านไม่บอกมารู้ก็ตอนทัวร์เสร็จแล้ว
    เลยไม่ได้เจอเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยความที่เป็นคนประเภทที่คิดอะไร
    กับครอบครัวแล้วจะไม่พูดตรงๆเลยเสียใจที่ไม่ได้พูดอะไรกับคุณยาย
    ก่อนที่จะเสีย ในเนื้อเพลงไม่ได้เขียนถึงสิ่งที่อยากจะพูดกับคุณยายตรงๆ
    แต่เป็นข้อความที่สื่อว่ามันไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้เจอกันในวันพรุ่งนี้
    เพราะฉะนั้นให้ความสำคัญกับวันนี้กันเถอะ
  • เนื้อเพลง Ayatori (彩虜-あやとり-) พูดถึงเด็กคนหนึ่งที่โดนพ่อแม่ทารุณ
    สุดท้ายก็เลยฆ่าพ่อแม่ตัวเองแล้วเอาไส้มาเล่นแบบเล่นเชือก เหตุผลที่ฆ่าคือ
    อยากได้รับความรักบ้าง อยากโดนชมบ้าง
  • เนื้อเพลง Usotsuki (嘘つき) พูดถึงเรื่องการเกี่ยวก้อยสัญญา เรื่องคือ
    เมื่อก่อนมีผู้หญิงที่ทำงานในย่านโลกีย์คนหนึ่งเกิดไปหลงรักลูกค้าตัวเองเข้า
    แต่ลูกค้าไม่เชื่อ ชีอยากบอกให้รู้ว่าจริงจังนะเว้ยเลยตัดนิ้วตัวเองให้เลย
  • เนื้อเพลง Zenbaduru (千羽鶴) เป็นข้อความถึงแม่ คารุมะบอกว่าตอนเขียน
    เนื้อเพลงก็นึกไปว่าจำตอนอยู่ในท้องไม่ได้หรอกแต่น่าจะเป็นความรู้สึกประมาณนี้
    เนื้อเพลงก็เลยประมาณว่าในที่สุดก็ได้เจอกันแล้วนะ รอมาตลอดเลยล่ะ
    คนสัมภาษณ์เลยบอกว่าดีจังที่ตอนท้ายไม่ฆ่าแม่ไป คารุมะก็บอกว่าไม่ใช่แบบนั้น
    นะแล้วก็เสริมต่อด้วยว่าใกล้วันแม่แล้วถ้าแม่มาดูไลฟ์ก็ดีสิ (น่ารักจุง)
  • เพลง Otogiichiya (御伽一夜) เป็นคัฟเวอร์เพลงของวงเก่าอีฟซัง
    (Puppet Mammy) คารุมะได้ CD ของ Puppet Mammy เป็นของขวัญ
    วันเกิดพอได้ยินเพลงนี้ก็คิดว่าเจ๋งดี เลยไปขอคัฟเวอร์ อีฟซังก็ให้

บทสัมภาษณ์จาก: http://v-kei.jp/interview/?interviewId=146

may♪